My Photo

我的时候

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

ความสัมพันธ์ไทย-จีน




   

    บทความพิเศษ  สุรพงษ์ ชัยนาม  มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1299 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2518 ประเทศไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และทั้งสองประเทศ ก็ได้ร่วมกันจัดพิธีฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งความสัมพันธ์ดังกล่าวเมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2548 ที่ผ่านมา* เป็นเรื่องที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า 30 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน เป็นเวลา 30 ปีที่ได้มีผลทำให้ประเทศทั้งสองมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นเป็นลำดับ และได้นำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันในทุกๆ ด้าน ตลอดจนช่วยคลี่คลายและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มีระหว่างกันไปได้อย่างเป็นผลสำเร็จและโดยสันติวิธี รวมทั้งได้นำไปสู่การเพิ่มและขยายความร่วมมือในทุกๆ ด้านอย่างกว้างขวาง จึงถือได้ว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลและประชาชนของทั้งสองประเทศพึงมีความยินดีและภาคภูมิใจกับสภาพและสถานะแห่งความสัมพันธ์ไทย - จีน ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ที่ได้กล่าวมานี้คืออดีต ส่วนปัจจุบันจะมีอิทธิพลต่อแนวโน้มของความสัมพันธ์ไทย - จีนในอนาคตอย่างไรนั้น หาได้ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทชิดเชื้อระหว่างกันที่มีมาในอดีต 30 ปีเท่านั้น แต่ย่อมต้องรวมถึงอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ ภายในประเทศ (สภาพแวดล้อมภายใน) ทั้งของจีนและไทย และสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ (สภาพแวดล้อมภายนอกทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก) ที่ปรากฏในแต่ละห้วงเวลาทั้งในปัจจุบัน และต่อไปในอนาคตว่ามีอิทธิพล และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับจีนอย่างไร และมากน้อยเพียงใด ตลอดจนการตัดสินใจด้านนโยบาย และท่าทีของรัฐบาลของทั้งสองประเทศ ที่จะมีต่อปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง ทั้งที่ปรากฏภายในประเทศ และที่ปรากฏในระดับระหว่างประเทศ (ภายนอกประเทศ) อีกทั้งรูปแบบและเนื้อหาของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังยุคสงครามเย็นก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล อันมีผลทำให้นโยบายต่างประเทศของทั้งประเทศไทยและประเทศจีนที่มีต่อปัญหาในด้านต่างๆ ของโลก ได้รับทั้งการปรับและเปลี่ยนไปอย่างมาก มีทั้งที่สอดคล้องกันและที่ขัดแย้งกัน



ทั้งนี้ สืบเนื่องโดยตรงมาจากการที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมีความหลากหลาย ซับซ้อนกว่าผลประโยชน์ที่เคยมีเมื่อ 30 ปี ที่ผ่านมา นอกจากนั้น พัฒนาการในด้านต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นทั้งในไทยและจีนในรอบ 30 ปี ได้นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ แก่ทั้งสองประเทศ และเพิ่มศักยภาพความเข้มแข็งให้แก่ทั้งไทย และจีน จนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนอิทธิพลของโครงสร้างใหม่แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังยุคสงครามเย็น (ยุคโลกาภิวัตน์) ได้เปิดโอกาสให้ทั้งไทย และจีน ต่างมีทางเลือกมากขึ้นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศทั้งที่มีต่อกัน และที่มีต่อประเทศอื่นๆ ของสังคมโลก ซึ่งโครงสร้างใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้มีผลทำให้ลักษณะของการพึ่งพาแบบแนบแน่น ที่ทั้งสองประเทศเคยมีต่อกันตั้งแต่ปี พ.ศ.2518 ได้เจือจางลง  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากเดิมที่แบ่งชัดเจนออกเป็นสองขั้ว หรือสองค่าย (ยุคสงครามเย็น พ.ศ.2491 - 2532) มาเป็นแบบหลายขั้ว (พ.ศ.2533 - ปัจจุบัน) ได้มีอิทธิพลโดยตรง ต่อการกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของทุกประเทศ มีผลทำให้ทั้งผลประโยชน์ และนโยบายต่างประเทศของทุกประเทศในโลกนี้มีความยืดหยุ่น และมีลักษณะเป็นอิสระ มากกว่าในสมัยยุคสงครามเย็น หรือสมัยที่การเมืองระหว่างประเทศแบ่งออกเป็นสองขั้วที่มีสหรัฐ และอดีตสหภาพโซเวียต ทำหน้าที่เป็นอภิมหาอำนาจผู้นำของแต่ละขั้ว

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

การส่งเสริมการท่องเที่ยวของจีน

การท่องเที่ยวที่มีประเด็นสำคัญ

นับตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติของจีนได้ประกาศ ประเด็นสำคัญทางการท่องเที่ยวที่ถือการท่องเที่ยวที่มีลักษณะพิเศษต่าง ๆ เป็นเนื้อหา สำคัญตลอดจนการเคลื่อนไหวทางการท่องเที่ยว เส้นทางการท่องเที่ยวอันยอดเยี่ยม การท่องเที่ยวที่มีลักษณะพิเศษและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อต่างประเทศในด้านนี้ ประเด็นสำคัญทางการท่องเที่ยวของจีนในปีนี้คือ การท่องเที่ยวเกี่ยวกับชีวิตความ เป็นอยู่ของคนจีน



การค้าระหว่างไทย-จีน

ธุรกิจ ไทย - จีน
       สภาธุรกิจไทย-จีน & สมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน นำนักธุรกิจจีนจากมณฑลเหอหนาน 170 คนเยือนไทย พร้อมจัดสัมมนา “ความร่วมมือการค้าการลงทุนไทย-เหอหนาน”เพื่อจับคู่พันธมิตรธุรกิจไทย-จีน / ลงนาม MOU รวดเดียว 9 โครงการรวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท  ในโอกาสที่ มร.กั๊ว เกิงม่าว ผู้ว่ามณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นำคณะข้าราชการและนักธุรกิจกว่า 170 คนเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อหาลู่ทางความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนร่วมกันนั้น นายธนากร เสรีบุรี รองประธานกรรมการ เครือเจริญ
โภคภัณฑ์ ในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-จีน และนายกสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการชักชวนคณะจากเหอหนานมาเยือนไทยในครั้งนี้ ได้ร่วมกับมณฑลเหอหนานจัดงานสัมมนาเรื่อง“ความร่วมมือการค้าการลงทุนไทย-เหอหนาน” ขึ้น ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี่, เอ รอยัล เมอริเดียน ถนนวิทยุ (เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552) โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังอย่างล้นหลาม และยังได้รับเกียรติจาก ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

     มร.โก๊ะ เกิงม่าว (Guo Gengmao) ผู้ว่ามณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่าเป็นมณฑลขนาดใหญ่และมีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของจีน เป็นมณฑลหลักในการผลิตอาหารป้อนแก่ชาวจีนทั้งประเทศ และยังเป็นมณฑลที่มีแร่ธาตุทรัพยากรมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะถ่านหินนั้นผลิตได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของจีน ปัจจุบันมีการลงทุนจากประเทศต่าง ๆ จำนวน 170 ประเทศ เม็ดเงินลงทุนราว 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งในที่นี้มีบริษัทชั้นนำของโลก 57 แห่งที่ติดทำเนียบมหาเศรษฐีโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร Fortune รวมอยู่ด้วย โดยเหอหนานมีนโยบายเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนจากต่างประเทศ และพร้อมที่จะขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ร่วมกับนักลงทุนจากประเทศไทย โดยมีเป้าหมายที่จะให้นักลงทุนจากทั้งสองประเทศได้ประโยชน์ร่วมกัน


     นายธนากร เสรีบุรี กล่าวในงานสัมมนาดังกล่าวว่าเหอหนานเป็นมณฑลขนาดใหญ่ มีขนาดเศรษฐกิจ(GDP)ใกล้เคียงกับประเทศไทย ที่สำคัญเศรษฐกิจขยายตัวอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอดเฉลี่ยปีละ 13% นอกจากนี้เหอหนานยังเป็นมณฑลที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในจีนคือมีจำนวนประชากรประมาณ 100 ล้านคน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่มีต่อธุรกิจการส่งออกของประเทศไทยโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง ตลอดจนผลไม้เขตร้อนของประเทศไทยเกือบทุกชนิด การที่ผู้ว่าโก๊ะ เกิงม่าวได้นำราชการและนักธุรกิจมาพบปะกับนักธุรกิจของไทย จึงเป็นการสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันให้แนบแน่นยิ่งขึ้นและเป็นการเกื้อหนุนต่อกันในด้านการค้าและการลงทุน


   ด้านไทยก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคและเป็นประตูสำคัญที่สุดในการเข้าสู่ประเทศอาเซียน การเปิดตลาดเสรีอาเซียนในปีพ.ศ.2553 ตลอดจนการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีพ.ศ.2558 ย่อมเป็นโอกาสที่ดียิ่งของประเทศไทยในการดึงดูดนักธุรกิจจีนที่มีศักยภาพและมีสินค้าที่ตลาดในภูมิภาคนี้ต้องการ ให้มาร่วมลงทุนเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน

      การสัมมนาในครั้งนี้เป็นบทบาทสำคัญของสภาธุรกิจไทย-จีนและสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะงานสัมมนาในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อการเสาะหาลู่ทางในการศึกษาหาพันธมิตรในการร่วมมือทำการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวในอนาคตทั้งสองประเทศ

แผ่นดินไหวในจีน

   ทางการจีน เปิดเผยว่า จากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 5.4 ริกเตอร์ ความลึก 10 กม. ในเมืองหยิงเจียง มณฑลยูนนาน ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 28 คน บาดเจ็บ 250 คน ขณะที่บ้านเรือนเสียหาย 1,200 หลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยกู้ภัย กำลังเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร นอกจากนั้นยังมีการอพยพประชาชน กว่า 127,000 คน ไปพักอาศัยตามเต็นท์ที่พักชั่วคราว ล่าสุด ทางการจีนเร่งส่งความช่วยเหลือทั้งอาหาร น้ำ และสิ่งบรรเทาทุกข์ต่างๆ เข้าไปในพื้นที่ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวแล้ว

   ส่วนกรมอุตุนิยมวิทยาของพม่า ออกแถลงการณ์ว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมัณฑะเลย์ ราว 370 กิโลเมตร แต่ไม่มีรายงานความเสียหาย หรือผู้บาดเจ็บ
ล่าสุดเมื่อช่วงเวลา 24.00 น.ที่ผ่านมา มีรายงานเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 6.2 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งเกาะบาหลี ห่างจากเมืองเดปาซาร์ ราว 261 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้พื้นดิน ราว 504 กิโลเมตร ไม่มีรายงานการเกิดสึนามิ หรือความเสียหายใดๆ




อิทธิพลของจีน

    เมื่อไม่นานมานี้ จีนได้ตัดสินใจที่จะสร้างท่าเรือแห่งที่สอง ที่กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา โดยท่าเรือแห่งแรกนั้นอยู่ที่เขตฮัมบันโตตา นอกจากนี้จีนยังตกลงที่จะสร้างทางรถไฟและถนนเชื่อมระหว่างมณฑลยูนนาน และจิตตะกองซึ่งเป็นเมืองท่าของบังคลาเทศ การพัฒนาต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้จีนก้าวล้ำเข้าสู่ขอบเขตยุทธศาสตร์ของอินเดีย

คนงานศรีลังกาทำงานใต้แสงไฟสว่างจ้าที่ท่าเรือหลักในโคลอมโบเมื่อปี พ.ศ. 2552[เอเจนซ์ ฟรานซ์-เพรส]

   จีนได้ขยายการลงทุนในสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในเอเชียใต้อย่างเข้มข้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาในทศวรรษนี้ โดยเริ่มจากการสร้างทางหลวงคาราโครัม ที่ตัดข้ามเทือกเขาคาราโครัมผ่านช่องเขาคุนเจรับ ที่สูงกว่า 4,690 เมตร ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อประเทศจีนและปากีสถาน จนได้ชื่อว่าเป็นทางหลวงที่สูงที่สุดในโลก หลังจากนั้นจีนได้สร้างท่าเรือในศรีลังกา บังคลาเทศ ปากีสถานและพม่า แม้ว่าอินเดียจะมีสัมพันธภาพที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านยกเว้นปากีสถาน แต่ความสัมพันธ์ที่คืบหน้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกับจีนทำให้ประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นมีอิทธิพลทางการทูตเพิ่มขึ้นเหนืออินเดีย


   เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อินเดียได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับศรีลังกา และข้อตกลงนี้ก็นำมาซึ่งผลสำเร็จและทำให้อินเดียเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของศรีลังกา แต่ในขณะนี้ผลประโยชน์ต่าง ๆ ของอินเดียแทบจะสูญหายไปเกือบหมด เมื่อจีนได้ครองตำแหน่งผู้บริจาคเงินรายใหญ่ที่สุดในประเทศแทนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยปีที่แล้วจีนได้บริจาคเงินให้ ศรีลังกา 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เงินบริจาคจำนวนนี้มาถึงขณะที่ศรีลังกากำลังต่อสู่ห้ำหั่นกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม หรือ แอลทีทีอี และหลังจากที่ประเทศตะวันตกอันได้แก่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนีได้ลดการช่วยเหลือลง
คนงานกำลังขนถ่ายสินค้าจากเรือลำแรกที่เข้าเทียบท่าฮัมบันโตตาที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นท่าเรือที่ได้รับเงินทุนจากจีน [เอเจนซ์ ฟรานซ์-เพรส]

    นอกจากนี้ อินเดียยังให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลศรีลังกาด้านการทหารที่ไม่ก่อความรุนแรงถึงแก่ชีวิต เพื่อการต่อสู้กับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม แต่ก็เทียบไม่ได้กับความช่วยเหลือทางทหารที่มาจากจีน หรือหากจะระบุให้แคบลงกว่านั้นคือจากปากีสถาน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายโกทาบายา ราชาปักษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมศรีลังกาก็ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการทหารให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจีนก็ตอบแทนโดยการตกลงใจที่จะสร้างท่าเรืออีกแห่งในโคลอมโบ


   ไม่มีบริษัทใดของอินเดียสนใจสร้างท่าเรือนี้มาก่อนด้วยเหตุผลที่ว่า บริษัทต่าง ๆ ของอินเดียส่วนใหญ่เป็นของเอกชน ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ ของจีนเป็นของรัฐบาล ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองดูแลจากรัฐในยามประสบปัญหา รวมทั้งไม่มีข้อผูกมัดที่ต้องสร้างมูลค่าและกำไรสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น บริษัทเหล่านี้ยื่นประมูลและเข้าควบคุมโครงการต่าง ๆ และทำให้รัฐบาลจีนได้รับผลประโยชน์และข้อได้เปรียบทางกลยุทธ์ การสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ฮัมบันโตตา และล่าสุดที่โคลอมโบ ก็เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ข้อหลังนี้เอง การสร้างฐานที่มั่นของจีนในฮัมบันโตตา จะ ทำให้จีนควบคุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลในมหาสมุทรอินเดียต่อเนื่องไปจนถึงแอนตาร์กติกา

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

เศรษฐกิจของจีน

        นโยบายและสถานภาพทางเศรษฐกิจของจีน
1.1  สถานภาพทางเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน
ด้วยวัตถุประสงค์ทางนโยบายที่ต้องการดำรงไว้ซึ่งการเติบโตที่มั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลกลางจึงได้นำมาตรการเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2007 นั้น ผลจากมาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาลมีผลทำให้อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมที่แท้จริง (Real GDP) ซึ่งในช่วงปี 2005 ถึง 2006 เศรษฐกิจของจีนยังเติบโตถึง 10.2% และ 10.7% ตามลำดับ และในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2007 เศรษฐกิจจีนมีการเติบโตถึง 11.9% หลังจากที่ช่วงไตรมาสแรกมีการเติบโตอยู่ที่ 11.1% แต่อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาสที่ 3 และ4 มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจถดถอยลงโดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 11.5% และ 11.2%ตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ในปี 2007 มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 11.4%  


การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยหลังจากปี 2004  ที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น 27.6% และยังมีการขยายตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในปี 2005 ถึง 2006 เพิ่มขึ้น 27.2% และ 24.5% ตามลำดับ ถึงแม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ลดวงเงินประกันพันธบัตรเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรยังคงถูกคาดหวังว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และในปี 2007 การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรยังคงเพิ่มขึ้น 25.8%


       การค้าปลีกของสินค้าอุปโภคบริโภค
ตลาดการค้าปลีกในปี 2007 มีการเติบโต 16.8% คิดเป็นมูลค่า 8,921 ล้านหยวน ซึ่งการเติบโตในตลาดอุปโภคบริโภคมีปัจจัยมาจากนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งประกอบไปด้วย การให้มีสินเชื่อเพื่อการบริโภค และการขยายระยะเวลาวันหยุด
การเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชาชนมีผลให้มีการเพิ่มขึ้นในภาคการค้าปลีกอย่างมีนัยสำคัญ จนส่งผลให้ในปี 2006 มีการเติบโตเพิ่มขึ้นที่ 13.7% และเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงปี 2007 ที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 16.8% โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ เสื้อผ้า อุปกรณ์ตกแต่งและก่อสร้าง

มูลค่าเพิ่มของผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
ในปี 2005 มูลค่าเพิ่มของผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (โดยรัฐวิสาหกิจและวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการขายมากกว่า 5 ล้านหยวนต่อปี) เพิ่มขึ้น 16.4% และในปี 2006 มีมูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 16.6% ทั้งนี้ มูลค่าเพิ่มของผลผลิตอุตสาหกรรมดังกล่าวลดลงจากช่วงครึ่งปีแรกของปีเดียวกันที่มีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 17.7% แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2007 มูลค่าเพิ่มผลผลิตของอุตสาหกรรมขยายตัวอยู่ที่ 18.5% โดยเป็นมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมหนักเพิ่มขึ้น 19.6% ในขณะที่อุตสาหกรรมเบาเพิ่มขึ้น 16.3% และผลผลิตของกิจการที่ลงทุนโดยชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น 17.5%

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การแต่งกายแบบจีน





เสื้อคอจีนมีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า "ถังจวง" ที่จริงแล้วชื่อเรียกนี้เป็นชื่อที่เริ่มเรียกโดยชาวต่างชาติ เนื่องจากราชวงศ์ถังของจีนเป็นยุคสมัยที่เจริญรุ่งเรืองจนมีชื่อเสียงขจรไปไกลถึงต่างแดน ดังนั้นในสมัยต่อๆ มาชาวต่างชาติจึงเรียกคนจีนว่า "ถังเหริน" หรือคนถัง ย่านที่พักอาศัยของชาวจีนหรือไชน่าทาวน์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอาเซียนและในยุโรปก็เรียกว่า "ถังเหรินเจีย" หรือถนนของคนถัง และชาวจีนโพ้นทะเลเองก็เรียกตัวเองว่า "ถังเหริน" เช่นกัน ที่เรียกกันเช่นนี้ก็เป็นเพราะราชวงศ์ถังเป็นราชวงศ์ที่ชาวจีนภาคภูมิใจมาตั้งแต่สมัยโบราณนั่นเอง ต่อมาจึงมีการเรียกเสื้อผ้าแบบโบราณของจีนที่คนถังในย่านถังเหรินเจียสวมใส่ว่า "ถังจวง" หรือชุดถัง ซึ่งที่จริงแล้วถังจวงไม่ใช่ชุดในสมัยราชวงศ์ถังแต่อย่างใด แต่เป็นชุดของสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย

ถังจวงหรือเสื้อคอจีนดัดแปลงมาจากเสื้อนอกของชายในสมัยปลายราชวงศ์ชิง แบบเสื้อถังจวงมีลักษณะเด่น 4 ประการคือ 1. คอเสื้อตั้ง โดยเปิดคอเสื้อด้านหน้าตรงกลางไว้ 2. แขนเสื้อและตัวเสื้อเป็นผ้าชิ้นเดียวกัน จึงไม่มีรอยตะเข็บต่อระหว่างแขนเสื้อและตัวเสื้อ 3. สาบเสื้อเป็นแนวตรงหรือแนวเฉียง 4. กระดุมเสื้อเป็นกระดุมแบบจีนซึ่งประกอบด้วยเม็ดกระดุมที่ใช้ผ้าถักเป็นปมและห่วงรังดุม นอกจากนี้ยังมีลักษณะเฉพาะอื่นๆ เช่น ผ้าที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นผ้าแพรปักลายหรือผ้าต่วน สีเสื้อมีให้เลือกหลากหลาย โดยมากจะมีสีแดงสด สีแดงคล้ำ สีแดงน้ำตาล สีน้ำเงินไพลินและสีกาแฟเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีสีเหลืองสว่าง สีเหลืองทอง สีเขียวมรกต สีดำและสีทองด้วย